|
บทที่ 7
เครือข่ายคอมพิวเตอร์
7.1 ความสำคัญของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
-
ธรรมชาติมนุษย์ต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
มีการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน
ร่วมกันทำงานสร้างสรรสังคมเพื่อให้
ความเป็นอยู่โดยรวมดีขึ้น จากการดำเนินชีวิตร่วมกันทั้งในด้านครอบครัว
การทำงานตลอดจนสังคมและการเมือง
ทำให้ต้องมีการพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เมื่อมนุษย์มีความจำเป็นที่จะติดต่อสื่อสารระหว่างกัน พัฒนาการ
ทางด้านคอมพิวเตอร์จึงต้องตอบสนองเพื่อให้ใช้งานได้ตามความต้องการ
แรกเริ่มมีการพัฒนาคอมพิวเตอร์แบบ
รวมศูนย์ เช่น
มินิคอมพิวเตอร์ หรือ เมนเฟรม
โดยให้ผู้ใช้งานใช้พร้อมกันได้หลายคน แต่ละคนเปรียบเสมือน
เป็นสถานีปลายทาง
ที่เรียกใช้ทรัพยากร
การคำนวณจากศูนย์คอมพิวเตอร์และให้คอมพิวเตอร์ตอบสนองต่อ
การทำงานนั้น
ต่อมามีการพัฒนาไมโครคอมพิวเตอร์ที่ทำให้สะดวกต่อการใช้งานส่วนบุคคล
จนมีการเรียกไมโครคอมพิวเตอร์
ว่า พีซี
(Personal Competer:PC) การใช้งานคอมพิวเตอร์จึงแพร่หลายอย่างรวดเร็ว
เพราะการใช้งานง่ายราคา
ไม่สูงมาก สามารถจัดหามาใช้ได้ไม่ยาก
เมื่อ
มีการใช้งานกันมาก บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ต่างๆ
ก็ปรับปรุง
และพัฒนาเทคโนโลยีให้ตอบสนองความต้องการที่จะทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มในรูปแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
จึงเป็นวิธีการหนึ่ง และกำลังได้รับความนิยมสูงมาก
เพราะทำให้ตอบสนองตรงความต้องการที่จะติดต่อสื่อสาร
ข้อมูลระหว่างกัน
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้รับการพัฒนาเรื่อยมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ได้แก่ เมนเฟรม
มินิคอมพิวเตอร์ มาเป็นไมโครคอมพิวเตอร์
ที่มีขนาดเล็กลงแต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นไมโครคอมพิวเตอร์ก็ได้รับ
การพัฒนาให้มีขีดความสามารถและทำงานได้มากขึ้น จนกระทั่งคอมพิวเตอร์สามารถทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มได้
ดังนั้นจึงมีการพัฒนาให้คอมพิวเตอร์ทำงานในรูปแบบ
เครือข่ายคอมพิวเตอร์
คือนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์
ขนาดใหญ่มาเป็นสถานีบริการ
หรือที่เรียกว่า เครื่องให้บริการ (Server
) และให้ไมโครคอมพิวเตอร์ตาม
หน่วยงานต่างๆ เป็นเครื่องใช้บริการ
(Client) โดยมีเครือข่าย(Network)
เป็นเส้นทางเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์จาก
จุดต่างๆ
ในที่สุดระบบเครือข่ายก็จะเข้ามาแทนระบบคอมพิวเตอร์เดิมที่เป็นแบบรวมศูนย์ได้
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทวีความสำคัญและได้รับความนิยมมากขึ้น
เพราะสามารถสร้างระบบคอมพิวเตอร์ให้
พอเหมาะกับงาน
ในธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีกำลังในการลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีราคาสูงเช่น
มินิคอมพิวเตอร์
ก็สามารถใช้ไมโครคอมพิวเตอร์หลายเครื่องต่อเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย
โดยให้ไมโครคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง
เป็นสถานีบริการที่ทำให้ใช้งานข้อมูลร่วมกันได้
เมื่อกิจการเจริญก้าวหน้าขึ้นก็สามารถขยายเครือข่ายการใช้
คอมพิวเตอร์โดยเพิ่มจำนวนเครื่องหรือขยายความจุข้อมูลให้พอเหมาะกับองค์กร
ในปัจจุบันองค์การขนาดใหญ่ก็สามารถลดการลงทุนลงได้
โดยใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์เชื่อมโยงจากกลุ่มเล็ก
ๆ หลาย ๆ
กลุ่มรวมกันเป็นเครือข่ายขององค์การ
โดยสภาพการใช้ข้อมูลสามารถทำได้ดีเหมือน
เช่นในอดีตที่ต้องลงทุนจำนวนมาก
เครือข่ายคอมพิวเตอร์มีบทบาทที่สำคัญต่อหน่วยงานต่างๆ
ดังนี้
1.
ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม
และสามารถทำงานพร้อมกัน
2.
ให้สามารถใช้ข้อมูลต่างๆ
ร่วมกัน
ซึ่งทำให้องค์การได้รับประโยชน์มากขึ้น
3.
ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่า
เช่น
ใช้เครื่องประมวลผลร่วมกัน
แบ่งกันใช้แฟ้มข้อมูล
ใช้เครื่องพิมพ์
และอุปกรณ์ที่มีราคาแพงร่วมกัน
4. ทำให้ลดต้นทุน
เพราะการลงทุนสามารถลงทุนให้เหมาะสมกับหน่วยงานได้
7.2 ชนิดของเครือข่าย
เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งแยกตามสภาพการเชื่อมโยงได้
2 ชนิด
- เครือข่ายแลน
(Local Area Network : LAN)
- เครือข่ายแวน (Wide
Area Network : WAN
- 7.2.1
เครือข่ายแลน
-
-
-
หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ท้องถิ่นเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารที่อยู่ในท้องที่ บริเวณเดียวกันเข้าด้วยกัน
เช่น ภายในอาคาร
หรือภายในองค์การที่มีระยะทางไม่ไกลมากนัก
เครือข่ายแลนจัดได้ว่าเป็นเครือข่ายเฉพาะขององค์การ
การสร้างเครือข่ายแลนนี้องค์การสามารถดำเนินการทำเองได้
โดยวางสายสัญญาณสื่อสารภายในอาคารหรือภายในพื้นที่ของตนเอง
เครือข่ายแลน
มีตั้งแต่เครือข่ายขนาดเล็กที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไปภายในห้องเดียวกันจนเชื่อมโยงระหว่างห้อง
หรือองค์การขนาดใหญ่เช่นมหาวิทยาลัย
มีการวางเครือข่ายที่เชื่อมโยงระหว่างอาคารภายในมหาวิทยาลัย
เครือข่ายแลนจึงเป็นเครือข่ายที่รับผิดชอบโดยองค์การที่เป็นเจ้าของ
ลักษณะสำคัญของเครือข่ายแลน
คืออุปกรณ์ที่ประกอบภายในเครือข่ายสามารถรับส่งสัญญาณกันด้วยความเร็วสูงมาก
โดยทั่วไปมีความเร็วตั้งแต่
หลายสิบล้านบิตต่อวินาที
จนถึงร้อยล้านบิตต่อวินาที
การสื่อสารในระยะใกล้จะมีความเร็วในการสื่อสารสูง
ทำให้การรับส่งข้อมูลมีความผิดพลาดน้อยและสามารถรับส่งข้อมูลจำนวนมากในเวลาจำกัดได้
- 7.2.2
เครือข่ายแวน

เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ในระยะไกล
เช่น
เชื่อมโยงระหว่างจังหวัด
ระหว่างประเทศ
การสร้างเครือข่ายระยะไกล
จึงต้องอาศัยระบบบริการข่ายสายสาธารณะ
เช่น
สายวงจรเช่าจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยหรือจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย
ใช้วงจรสื่อสารผ่านดาวเทียม
ใช้วงจรสื่อสารเฉพาะกิจที่มีให้บริการแบบสาธารณะ
เครือข่ายแวนจึงเป็นเครือข่าย
ที่ใช้กับองค์การที่มีสาขาห่างไกลและต้องการเชื่อมสาขาเหล่านั้นเข้าด้วยกัน
เช่น ธนาคารมีสาขาทั่วประเทศ
มีบริการ
รับฝากเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม
เครือข่ายแวนเชื่อมโยงระยะไกลมาก
จึงมีความเร็วในการสื่อสารจึงไม่สูง
เนื่องจาก
มีสัญญาณรบกวนในสาย
และการเชื่อมโยงระยะไกลจำเป็นต้องใช้เทคนิคพิเศษในการลดปัญหาข้อผิดพลาดของ
การรับส่งข้อมูล
เครือข่ายแวน
เป็นเครือข่ายที่ทำให้เครือข่ายแลนหลายๆ
เครือข่ายเชื่อมถึงกันได้เช่นที่ทำการสาขาทุกแห่ง
ของธนาคารแห่งหนึ่งมีเครือข่ายแลนเพื่อใช้ทำงานภายในสาขานั้นๆ
และมีการเชื่อมโยงเครือข่ายแลน
ของทุกสาขาให้เป็นระบบเดียวด้วยเครือข่ายแวน
ในอนาคตอันใกล้นี้
บทบาทของเครือข่ายแวนจะทำให้ทุกบริษัท
ทุกองค์การทุกหน่วยงานเชื่อมโยงเครือข่าย
คอมพิวเตอร์ของตนเองเข้าสู่เครือข่ายกลาง
เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน
และการทำงานร่วมกัน
ในระบบที่ต้องติดต่อสื่อสารระหว่างกัน
เทคโนโลยีที่ใช้กับเครือข่ายแวนมีความหลากหลาย
มีการเชื่อมโยงระหว่างประเทศด้วยช่องสัญญาณดาวเทียม
เส้นใยนำแสง
คลื่นไมโครเวฟ
คลื่นวิทยุ สายเคเบิล
ทั้งที่วางตามถนนและวางใต้น้ำ
เทคโนโลยีของการเชื่อมโยง
ได้รับการพัฒนาไปมากแต่ยังไม่พอเพียงกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
7.3
เทคโนโลยีเครือข่ายแลน
-
การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครือข่ายแลนนั้น
มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องสื่อสาร
ข้อมูลระหว่างกันได้ทั้งหมดหากนำเครื่องคอมพิวเตอร์สองเครื่องต่อสายสัญญาณเข้าหากันจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งสอง
นั้นส่งข้อมูลถึงกันได้ครั้นจะนำเอาคอมพิวเตอร์เครื่องที่สามต่อรวมด้วย
เริ่มจะมีข้อยุ่งยากเพิ่มขึ้น
และยิ่งถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมาก
ก็ยิ่งมีข้อยุ่งยากที่จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดสื่อสารกันได้
ด้วยเหตุนี้ผู้พัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์จึงต้องหาวิธีการและเทคนิคในการเชื่อมโยงเครือข่ายแบบต่างๆ
เพื่อลดข้อยุ่งยาก
ในการเชื่อมโยงสายสัญญาณโดยใช้สายสัญญาณน้อยและเหมาะสมกับการนำไปใช้งานได้
ทั้งนี้เพราะข้อจำกัดของการใช้
สายสัญญาณเป็นเรื่องสำคัญมาก
บริษัทผู้พัฒนาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้พยายามคิดหาวิธี
และใช้เทคโนโลยีในการรับส่งข้อมูลภายในเครือข่ายแลน
ออกมาหลายระบบ
ระบบใดได้รับการยอมรับก็มีการตั้งมาตรฐานกลาง
เพื่อว่าจะได้มีผู้ผลิตที่สนใจการผลิตอุปกรณ์
เชื่อมโยงเข้าสู่เครือข่าย
เทคโนโลยีเครือข่ายแลนจึงมีหลากหลาย
เครือข่ายแลนที่น่าสนใจ
เช่น อีเทอร์เน็ต
(Ethernet) โทเก็นริง (Token Ring) และ
สวิตชิง (Switching)
-
7.3.1
อีเทอร์เน็ต (Ethernet)
อีเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่พัฒนามาจากโครงสร้างการเชื่อมต่อแบบสายสัญญาณร่วมที่เรียกว่า
บัส (Bus)
โดยใช้สายสัญญาณแบบแกนร่วม คือ สายโคแอกเชียล
(Coaxial Cable) เป็นตัวเชื่อม
สำหรับระบบบัส เป็นระบบ
เทคโนโลยีที่คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเชื่อมโยงเข้ากับสายสัญญาณเส้นเดียวกัน คือ
เมื่อมีผู้ต้องการส่งข้อมูล
ก็ส่งข้อมูลได้เลย
แต่เนื่องจากไม่มีวิธีการค้นหาเส้นทางที่ส่งว่างหรือเปล่า
จึงไม่ทราบว่ามีอุปกรณ์ใดหรือคอมพิวเตอร์
เครื่องใดที่ส่งข้อมูลมาในช่วงเวลาเดียวกัน
จะทำให้เกิดการชนกันขึ้นและเกิดการสูญหายของข้อมูล
ผู้ส่งต้องส่งข้อมูล
ไปยังปลายทางอีกครั้งหนึ่ง
ทำให้เสียเวลามาก จึงมีการพัฒนาระบบการรับส่งข้อมูลผ่านอุปกรณ์กลางที่เรียกว่า
ฮับ
(Hub)
และเรียกระบบใหม่นี้ว่า เทนเบสที
(10 base t) โดยใช้สายสัญญาณที่มีขนาดเล็กลงและราคาถูกซึ่งเรียกว่า
สายคู่บิตเกลียวชนิดไม่หุ้มฉนวน
(Unshielded twisted
pair : UTP) ทำให้การเชื่อมต่อนี้
มีลักษณะแบบดาว

วิธีการเชื่อมแบบนี้จะมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ฮับ
ใช้สายสัญญาณไปยังอุปกรณ์หรือคอมพิวเตอร์อื่น ๆ
จุดเด่นของดาวตัวนี้
จะอยู่ที่
เมื่อมีการส่งข้อมูล จะมีการตรวจสอบความผิดพลาดว่า
อุปกรณ์ใดจะส่งข้อมูลมาบ้างและจะมีการสับสวิตซ์ให้ส่ง
ได้หรือไม่
แต่เมื่อมีฮับเป็นตัวแบกภาระทั้งหมด
ก็มีจุดอ่อนได้คือ ถ้าฮับเกิดเป็นอะไรขึ้นมา
อุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ
หรือคอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้อีก
ภายในฮับมีลักษณะเป็นบัสที่เชื่อมสายทุกเส้นเข้าด้วยกัน
ดังนั้นการใช้ฮับและบัสจะมีระบบการส่งข้อมูลแบบ
เดียวกัน
และมีการพัฒนาเป็นมาตรฐาน
กำหนดชื่อมาตรฐานนี้ว่า 802.3
ความเร็วในการส่งกำหนดไว้ที่
10 ล้านบิตต่อ
วินาที และกำลังมีมาตรฐานใหม่ให้สามารถรับส่งสัญญาณได้ถึง
100 ล้านบิตต่อวินาที
- 7.3.2 โทเก็นริง
โทเก็นริง
เป็นเครือข่ายที่บริษัท
ไอบีเอ็ม พัฒนาขึ้น
รูปแบบการเชื่อมโยงจะเป็น
วงแหวน โดยด้านหนึ่งเป็นตัวรับสัญญาณและอีกด้านหนึ่งเป็นตัวส่งสัญญาณ
การเชื่อมต่อแบบนี้ทำให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องสามารถส่งข้อมูลถึงกันได้
โดยผ่านเส้นทางวงแหวนนี้
การติดต่อสื่อสารแบบนี้จะมีการจัดลำดับให้ผลัดกันส่งเพื่อว่าจะได้ไม่สับสน
และมีรูปแบบ
ที่ชัดเจน
โทเก็นริงที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้มีความเร็วในการรับส่งสัญญาณได้
16 ล้านบิตต่อวินาที
ข้อมูลแต่ละชุดจะมี
การกำหนดตำแหน่งแน่นอนว่ามาจากสถานีใด
และจะส่งไปที่สถานีใด
- 7.3.3 สวิตชิง
สวิตชิง
เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนามาเพื่อให้สามารถรับส่งข้อมูลระหว่างสถานีทำได้เร็วยิ่งขึ้น
การคัดเลือกชุดข้อมูล
ที่ส่งมาและส่งต่อไปยังสถานีปลายทาง
จะกระทำที่ชุมสายกลางที่เรียกว่า
สวิตชิง
รูปแบบของเครือข่ายแบบนี้จะมีลักษณะ
เป็นแบบดาว ซึ่งโครงสร้างนี้จะเหมือนกันกับแบบอีเทอร์เน็ตที่มีฮับเป็นศูนย์กลาง
แต่แตกต่างกันที่ฮับเป็นจุดร่วมของสาย
สัญญาณที่จะต่อกระจายไปยังทุกสาย
แต่สวิตชิงจะเลือกการสลับสัญญาณไปยังตำแหน่งที่ต้องการเท่านั้น
สวิตชิงจึงมีข้อดี
กว่าฮับเนื่องจากแต่ละสายสัญญาณจะมีความเป็นอิสระต่อกันมาก
ทำให้รับส่งสัญญาณไม่มีปัญหาเรื่องการชนกัน
ของข้อมูล
อุปกรณ์ที่ใช้ในการสวิตชิงมีหลายแบบ
เช่น อีเทอร์เน็ตสวิตซ์
และเอทีเอ็มสวิตซ์
เอทีเอ็มสวิตซ์เป็นอุปกรณ์การสลับสายสัญญาณในการรับส่งข้อมูลที่มีการรับส่งกันเป็นชุด ๆ
ข้อมูลแต่ละชุดเรียกว่า
เซล มีขนาดจำกัด การสวิตชิงแบบเอทีเอ็มทำให้ข้อมูลจากสถานีหนึ่งไปยังอีกสถานีหนึ่งดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
ซึ่งกำลังได้รับความสนใจและมีแนวโน้มจะได้รับความนิยมมากขึ้น
ทั้งนี้เพราะการประยุกต์งานสมัยใหม่หลายอย่าง
ต้องการความเร็วสูง
โดยเฉพาะการสื่อสารที่มีการผสมหลายสื่อรวมทั้งข้อความ รูปภาพ
เสียงและวีดิโอ
7.4
การใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์
-
เครือข่ายแลนหนึ่งเครือข่ายจะมีการทำงานกันเป็นกลุ่ม
เรียกว่า กลุ่มงาน (workgroup)
แต่เมื่อเชื่อมโยงหลาย ๆ
กลุ่มงานเข้าด้วยกันก็จะเป็นเครือข่ายขององค์กร
และถ้าเชื่อมโยงระหว่างองค์กรผ่านเครือข่ายแวน
ก็จะได้เครือข่าย
ขนาดใหญ่ ตัวอย่างการใช้งานเครือข่าย
-
7.4.1
การใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน
งานขององค์กรบางอย่างมีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน
ถ้าแต่ละฝ่ายทำการหาหรือรวบรวมข้อมูลเอง
ข้อมูลอาจ
จะมีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกันก็ได้ นอกจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้วยังทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรบุคคลและวัสดุอุปกรณ์
สิ้นเปลืองเวลาอีกด้วย
แต่ถ้าองค์กรนั้นมีระบบการจัดเก็บข้อมูลที่ดี
มีสถานีให้บริการเก็บข้อมูล
แล้วให้ผู้ใช้บริการในองค์กร
นั้นดึงข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายไปใช้
ก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายด้านต่าง
ๆ ได้
นอกจากนั้นยังสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้
เช่น เครื่องพิมพ์
เครื่องสแกน
กล้องดิจิตอล ฯลฯ
การดำเนินงานก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันเนื่องจากใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน
- 7.4.2
การติดต่อสื่อสารระหว่างกันบนเครือข่าย
เมื่อมีการเชื่อมโยงอุปกรณ์เข้าด้วยกัน
ผู้ใช้ทุกคนที่อยู่บนเครือข่าย
จะสามารถ ติดต่อสื่อสารระหว่างกัน
สามารถส่ง
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกัน
ตลอดจนสามารถโอนย้ายข้อมูลระหว่างกันได้
- 7.4.3 สำนักงานอัตโนมัติ
แนวคิดของสำนักงานสมัยใหม่
ก็คือ ลดการใช้กระดาษ
หันมาใช้ระบบการทำงาน
ด้วยคอมพิวเตอร์ที่สามารถ
แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ทันทีทันใด
ระบบสำนักงานอัตโนมัติจึงเป็นระบบการทำงานที่ทุกสถานีงานเปรียบเสมือน
โต๊ะทำงาน
ทำให้เกิดความคล่องตัว และรวดเร็ว
7.5
ตัวอย่างเครือข่ายคอมพิวเตอร์
-
เมื่อเทคโนโลยีเครือข่ายได้รับการพัฒนาโดยเฉพาะมีการประยุกต์ใช้งานบนเครือข่ายอย่างกว้างขวาง
ทำให้เครือข่าย
คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเดียวกัน
เรียกว่า อินเทอร์เน็ต
ขณะเดียวกันในองค์กรแต่ละองค์กร
ก็มีการพัฒนาเครือข่ายของตนเองและประยุกต์ใช้กับงานเฉพาะในองค์กร
เรียกว่าอินทราเน็ต ดังนั้น
อินเทอร์เน็ตจึง
แตกต่างจากอินทราเน็ตตรงที่ขอบเขตของการเชื่อมโยง
ส่วนมาตรฐานและวิธีการเชื่อมโยงยังคงเป็นมาตรฐานเดียวกัน
- 7.5.1 อินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ตพัฒนามาตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2512
โดยกระทรวงกลาโหมประเทศสหรัฐอเมริกาให้ทุนกับมหาวิทยาลัย
ชั้นนำในสหรัฐฯ
เพื่อเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยเข้าเป็นเครือข่าย
และใช้ทรัพยากรเพื่อทำงานวิจัย
เกี่ยวกับการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ร่วมกัน
ซึ่งสมัยแรกใช้ชื่อว่า
อาร์ปาเน็ต และจึงมีการเปลี่ยนชื่อเป็น
อินเทอร์เน็ตในภายหลัง เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้รับการพัฒนาให้เป็นมาตรฐาน
โดยมาตรฐานการรับส่งข้อมูลมีชื่อว่า
ทีซีพี/ไอพี
(TCP/IP)
ต่อมามีการเชื่อมเครือข่ายออกสู่องค์กรเอกชน และแพร่ขยายไปทั่วโลก
เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ถือเป็นเครือข่ายของเครือข่าย
หมายความว่าในองค์กรได้สร้างเครือข่ายภายในตนเองขึ้นมา
และนำมาเชื่อมต่อสู่เครือข่าย
สากลอินเทอร์เน็ตนี้ โดยมีการกำหนดตำแหน่งอุปกรณ์ด้วยรหัสหมายเลขที่เรียกว่า
แอดเดรส ซึ่งอินเทอร์เน็ต
กำหนดรหัสแอดเดรสเรียกว่า ไอพีแอดเดรส
และถือเป็นรหัสสากลที่ไม่ซ้ำกันเลย
ไอพีแอดเดรสจะประกอบด้วยตัวเลข
4 ชุด
โดยเน้นเป็นรหัสของเครือข่ายและรหัสของอุปกรณ์ เช่น
รหัสแทนเครือข่ายของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ใช้รหัส 158.108 ส่วนรหัสของเครื่องจะมีอีกสองพิกัดตามมา
เช่น 2.71
เมื่อเขียนรวมกันจะได้
158.108.2.71
เพื่อให้จดจำได้ง่ายจึงมีการตั้งชื่อคู่กับหมายเลข
เราเรียกชื่อนี้ว่า
โดเมน เช่นโดเมนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็
ใช้ชื่อ
ku.ac.th โดย th
หมายถึงประเทศไทย ac หมายถึงสถาบันการศึกษา
และ ku หมายถึง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
และถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ในเครือข่ายหลายเครื่อง
ก็ให้มีการตั้งชื่อเครื่องด้วย
เช่น nontri เมื่อมีการเรียกรวมกันก็
จะเป็น
nontri.ku.ac.th
การใช้ชื่อนี้ทำให้ใช้งานง่ายกว่าตัวเลข
เมื่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงกันได้ทั่วโลก
ทำให้โลกไร้พรมแดน
ข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ
สามารถสื่อถึงได้อย่าง
รวดเร็ว ตัวอย่างการใช้งานบนอินเทอร์เน็ตที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่แพร่หลายและใช้กันมากเท่านั้น
แต่ยังมีการใช้งานอื่น ๆ
อีกมากที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาตลอดเวลา
1.
การรับส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
เป็นระบบการสื่อสารทางจดหมายผ่านคอมพิวเตอร์
ถ้าเราต้องการส่งข้อความถึงใครก็สามารถเขียนเป็นเอกสาร
แล้วจ่าหน้าซองที่อยู่ของผู้รับที่เรียกว่า
แอดเดรส ระบบจะนำส่งให้ทันทีอย่างรวดเร็ว
ลักษณะของแอดเดรสจะเป็นชื่อรหัสผู้ใช้
และชื่อเครื่องประกอบกัน เช่น sombat@nontri.ku.ac.th
การติดต่อบนอินเทอร์เน็ตนี้
จะหาตำแหน่งให้เองโดยอัตโนมัติ
และนำส่งไปปลายทางได้อย่างถูกต้อง
การรับส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
(email)
กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย
2.
การโอนย้ายแฟ้มข้อมูลระหว่างกัน
เป็นระบบที่ทำให้ผู้ใช้สามารถรับส่งแฟ้มข้อมูลระหว่างกันหรือมีสถานีให้บริการ
เก็บแฟ้มข้อมูลที่อยู่ในที่ต่าง
ๆ
และให้บริการ ผู้ใช้สามารถเข้าไปคัดเลือกนำแฟ้มข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้
3.
การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในที่ห่างไกล
การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้ากับเครือข่าย
ทำให้เราสามารถ
เรียกหาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นสถานีบริการใน
ที่ห่างไกลได้
ผู้ใช้สามารถนำข้อมูลไปประมวลผลยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่าย
โดยไม่ต้องเดินทางไปเอง
4.
การเรียกค้นข้อมูลข่าวสาร
ปัจจุบันมีฐานข้อมูลที่เก็บไว้ให้ใช้งานจำนวนมาก
ฐานข้อมูลบางแห่งเก็บข้อมูลในรูปสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ใช้สามารถ
เรียกอ่าน
หรือนำมาพิมพ์
ลักษณะการเรียกค้นนี้จึงมีลักษณะเหมือนเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่อยู่ภายในเครือข่าย
ที่สามารถค้นหาข้อมูลใด
ๆ ก็ได้ ฐานข้อมูล
ในลักษณะนี้เรียกว่า
เครือข่ายใยแมงมุมครอบคลุมทั่วโลก(World
Wide Web : WWW)
เป็นฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก
5. การอ่านจากกลุ่มข่าว
ภายในอินเทอร์เน็ตมีกลุ่มข่าวเป็นกลุ่ม
ๆ แยกตามความสนใจ
แต่ละกลุ่มข่าว อนุญาตให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่งข้อความ
ลงไปได้
และหากมีผู้ต้องการเขียนโต้ตอบก็สามารถเขียนตอบได้
กลุ่มข่าวนี้จึงแพร่หลายกระจายข่าวได้รวดเร็ว
6. การสนทนาบนเครือข่าย
เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นตัวกลาง
ในการติดต่อสนทนากันได้
ในยุคแรกใช้วิธีการสนทนาเป็นตัวหนังสือ ต่อมา
พัฒนาให้ใช้เสียงได้
ปัจจุบันถ้าระบบสื่อสารมีความเร็วพอก็สามารถสนทนาโดยที่เห็นหน้ากันและกันบนจอภาพได้
7.
การบริการสถานีวิทยุและโทรทัศน์บนเครือข่าย
ปัจจุบันมีผู้ตั้งสถานีวิทยุบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหลายร้อยสถานี
ผู้ใช้สามารถเลือกสถานที่ต้องการและได้ยินเสียงเหมือน
การเปิดฟังวิทยุ
ขณะเดียวกันก็มีการส่งกระจายภาพวีดิโอบนเครือข่ายด้วย
- 7.5.2 อินทราเน็ต
เมื่ออินเทอร์เน็ตได้รับการพัฒนามาจนเป็นที่ยอมรับและแพร่หลาย
จึงมีผู้ต้องการสร้างเครือข่ายใช้งานเฉพาะในองค์กร
โดยนำวิธีการในอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้กับเครือข่ายของตนเอง
เครือข่ายที่ใช้งานเฉพาะในองค์การนี้จึงเรียกว่า
เครือข่ายอินทราเน็ต
การประยุกต์ใช้บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตใช้หลักการที่มีสถานีให้บริการ
และสถานีผู้ใช้บริการ
สถานีผู้ใช้บริการมีโปรแกรมเชื่อมต่อที่ทำให้ใช้งานระบบฐานข้อมูลได้ง่าย
อินทราเน็ตจึงใช้วิธีการเดียวกันนี้
เพราะทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องเสียเวลาในการเรียนรู้การพัฒนาขึ้น
และพร้อมที่จะเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต
|